smile-revision

แก้ไขแผลเป็นริมฝีปากและร่องเหนือริมฝีปาก (Scar Revision)

ลดรอยแผลเป็นจากการผ่าตัดเดิมให้น้อยที่สุดด้วยการเย็บแบบไมโคร (micro-suturing) ร่วมกับเลเซอร์

ไม่ว่าผลการผ่าตัดจะดีเพียงใด หากรอยแผลเป็นเด่นชัดขึ้นมา ความพึงพอใจก็จะลดลง Dr.Tak วิเคราะห์รอยแผลเป็นจากการผ่าตัดเดิมอย่างละเอียด แล้วใช้วิธีการทั้งแบบผ่าตัดและไม่ผ่าตัดควบคู่กัน เพื่อลดรอยแผลเป็นให้น้อยที่สุดและคืนผิวให้กลับมาเป็นเนื้อผิวที่ดูเป็นธรรมชาติ เราแนะนำเฉพาะการดูแลที่จำเป็นจริง ๆ โดยไม่มีการรักษาเกินความจำเป็น


เหมาะกับใคร

  • ผู้ที่มีรอยแผลเป็นบริเวณแนวกรีดของริมฝีปาก·ร่องริมฝีปาก (philtrum) เด่นชัด หรือยังคงเป็นรอยแดง
  • ผู้ที่มีรอยแผลเป็นนูนแข็งยื่นออกมา (แผลเป็นชนิด hypertrophic) หรือดูเป็นรอยบุ๋ม
  • ผู้ที่รอยแผลเป็นทำให้แนวริมฝีปาก·ร่องริมฝีปากถูกดึงรั้งหรือดูไม่สมมาตร
  • ผู้ที่มีรอยดำคล้ำ (pigmentation) หลงเหลืออยู่บริเวณรอยแผลเป็น
  • ผู้ที่ผ่าตัดจากโรงพยาบาลอื่นมาแล้ว และต้องการแก้ไขเฉพาะรอยแผลเป็นแยกต่างหาก

ทำไมรอยแผลเป็นจึงเด่นชัด — ลักษณะเฉพาะของรอยแผลเป็นบริเวณริมฝีปาก·ร่องริมฝีปาก

รอยแผลเป็นไม่ได้หายไปเพียงเพราะตัดออก สภาพของรอยแผลเป็นถูกกำหนดด้วยหลักการสำคัญหลายประการ

  • แรงตึง (tension หรือแรงดึงให้แยกออก): เมื่อมีแรงดึงรอยแผลเป็นให้แยกออกในทิศตั้งฉากกับแนวกรีด รอยแผลเป็นมักจะหนาขึ้นและนูนยื่นออกมาได้ง่าย โดยเฉพาะบริเวณรอบปากที่เคลื่อนไหวตลอดเวลาทั้งการพูด การกิน และการยิ้ม จึงมีแรงตึงสูง อีกทั้งยังมีเนื้อเยื่อแผลเป็นเดิม·พังผืดยึดเกาะมาเสริม ทำให้ยิ่งซับซ้อนยากต่อการรักษา
  • ระยะการเจริญเต็มที่ (scar maturation): ในช่วงแรกรอยแผลเป็นจะแดงและแข็ง จากนั้นมักจะค่อย ๆ นุ่มลงและจางลงเมื่อเจริญเต็มที่ ซึ่งโดยทั่วไปใช้เวลาตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป
  • สี: เนื่องจากริมฝีปากเป็นบริเวณที่มีสีแดงอยู่แล้วโดยธรรมชาติ การดูแลเรื่องความแดงและการเปลี่ยนแปลงของเม็ดสีบริเวณรอยแผลเป็นจึงสำคัญเป็นพิเศษ
  • การสูบบุหรี่: บุหรี่ขัดขวางการไหลเวียนของเลือด จึงส่งผลเสียอย่างมากต่อการฟื้นตัวของรอยแผลเป็น

ในฐานะโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านริมฝีปาก·ร่องริมฝีปาก Dr.Tak Plastic Surgery แก้ไขรอยแผลเป็นโดยพิจารณาตั้งแต่เนื้อผิวของรอยแผลเป็น การเคลื่อนไหวของสีหน้า ไปจนถึงทิศทางของแรงตึง


หลักการแก้ไขรอยแผลเป็นของ Dr.Tak

  1. วิเคราะห์รอยแผลเป็นอย่างละเอียด — วินิจฉัยรูปร่าง·ความลึก·สี·ระดับการยึดเกาะของพังผืด และสาเหตุของรอยแผลเป็นอย่างละเอียด
  2. ปรึกษาวิเคราะห์สาเหตุแบบ 1:1 — เริ่มจากการหาสาเหตุว่าทำไมรอยแผลเป็นจึงเด่นชัด (แรงตึง·การดูแล·สภาพร่างกายเฉพาะบุคคล)
  3. กำหนดความคาดหวังตามความเป็นจริง — แจ้งอย่างตรงไปตรงมาว่าเป้าหมายของการแก้ไขไม่ใช่การ 'ลบ' รอยแผลเป็น แต่คือการทำให้ 'ไม่สะดุดตา'
  4. การดูแลแบบบูรณาการทั้งผ่าตัดและไม่ผ่าตัด — ใช้การเย็บแบบไมโคร (micro-suturing) ร่วมกับเลเซอร์·การฉีดยาเข้าแผลเป็น (สเตียรอยด์)·การติดเทป เพื่อยกระดับผลลัพธ์ให้ดียิ่งขึ้น

วิธีการแก้ไข — การดูแลแบบบูรณาการทั้งผ่าตัดและไม่ผ่าตัด

เราจะดำเนินการด้วยวิธีการผ่าตัดและวิธีการไม่ผ่าตัด โดยใช้แบบเดี่ยวหรือควบคู่กัน ขึ้นอยู่กับสภาพของรอยแผลเป็น

การแก้ไขด้วยการผ่าตัด

สำหรับรอยแผลเป็นที่เด่นชัดหรือกว้างขึ้น จะตัดเนื้อเยื่อแผลเป็นนั้นออก แล้วจัดเรียงใหม่ด้วยการเย็บแบบไมโคร (micro-suturing) ให้สอดคล้องกับเนื้อผิวและทิศทางของแรงตึง หัวใจสำคัญคือการปรับปรุงตำแหน่ง·ทิศทาง·ความหนาของรอยแผลเป็นไปพร้อมกัน

การดูแลแบบไม่ผ่าตัด

  • การติดเทป (taping): ติดเทปในทิศทางที่ดึงแนวกรีดให้มาชิดกัน เพื่อลดแรงตึงและป้องกันไม่ให้รอยแผลเป็นแยกถ่างออก โดยทั่วไปแนะนำเป็นระยะเวลา 3~6 เดือน วันละ 12 ชั่วโมงขึ้นไป และให้หยุดหากเกิดผิวหนังอักเสบ
  • การฉีดยาเข้าแผลเป็น (scar injection): สำหรับรอยแผลเป็นที่นูนแข็งยื่นออกมา จะฉีดยากลุ่มสเตียรอยด์ในระยะห่างเดือนละครั้ง ต่อเนื่องหลายเดือน เพื่อทำให้รอยแผลเป็นนุ่มลง
  • การนวด: การนวดเบา ๆ ตามแนวกรีดประมาณวันละ 10 นาทีจะช่วยได้ (ทาครีมก่อนแล้วจึงนวด)
  • เลเซอร์ (laser): สำหรับรอยแผลเป็นที่ยังคงมีรอยแดงหรือเม็ดสีหลงเหลือ จะใช้เลเซอร์จัดการเรื่องสี (โดยทั่วไประยะห่างเดือนละครั้ง)
  • ครีม·ยารักษาแผลเป็น: สามารถใช้ครีมรักษาแผลเป็นหรือยารับประทานควบคู่กันได้ตามความจำเป็น โดยยารับประทานจะตรวจสอบความเหมาะสมตามสภาพของแต่ละบุคคล

ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการแก้ไข

ช่วงเวลาที่ปลอดภัยคือหลังจากผ่านการผ่าตัดครั้งแรกไปแล้วอย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไป ซึ่งเป็นช่วงที่รอยแผลเป็นเจริญเต็มที่เพียงพอ สำหรับรอยแผลเป็นในระยะแรกที่ยังแดงและแข็ง จะดูแลด้วยวิธีการไม่ผ่าตัดก่อน พร้อมปรับช่วงเวลาให้เหมาะสม


การดูแลหลังการแก้ไข — เป็นตัวกำหนดผลลัพธ์

สำหรับการแก้ไขรอยแผลเป็น การดูแลในช่วงพักฟื้นเป็นตัวกำหนดผลลัพธ์ไม่ต่างจากตัวหัตถการ ลดแรงตึงด้วยการติดเทปให้สอดคล้องกับทิศทางของแนวกรีด และสำหรับรอยแผลเป็นที่แข็งหรือแดง ให้ทำการฉีดยา·เลเซอร์ควบคู่กันอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากการสูบบุหรี่ทำให้การสมานแผลล่าช้า จึงแนะนำให้งดบุหรี่อย่างน้อย 3 เดือน และหากเป็นไปได้ควรงด 6 เดือน เนื่องจากรังสียูวีทำให้รอยดำคล้ำ (pigmentation) แย่ลง จึงจำเป็นต้องป้องกันแสงแดด (UV protection) อย่างเคร่งครัดตลอดช่วงพักฟื้น


ผลลัพธ์ที่คาดหวังและข้อจำกัดที่เราขอแจ้งอย่างตรงไปตรงมา

รอยแผลเป็นไม่สามารถลบออกได้ 100% เป้าหมายของการแก้ไขไม่ใช่การ 'ลบ' รอยแผลเป็น แต่คือการปรับปรุงตำแหน่ง·ทิศทาง·ความหนา·สี เพื่อทำให้ 'ไม่สะดุดตา' นอกจากนี้ผลลัพธ์ยังมีความแตกต่างกันมากในแต่ละบุคคล โดยเฉพาะผู้ที่มีสภาพร่างกายซึ่งเกิดคีลอยด์ (keloid) หรือแผลเป็นชนิด hypertrophic ได้ง่าย ผลลัพธ์อาจมีข้อจำกัด จึงต้องเข้าหาด้วยความระมัดระวังมากขึ้น และระดับการปรับปรุงยังแตกต่างกันไปตามบริเวณและแรงตึงของรอยแผลเป็นด้วย เนื่องจากรอยแผลเป็นต้องใช้เวลาเจริญเต็มที่มากกว่า 6 เดือน จึงจำเป็นต้องดูแลอย่างสม่ำเสมอ และในบางกรณีอาจต้องรักษาหลายครั้ง Dr.Tak จะแยกแยะสิ่งที่ทำได้และสิ่งที่ทำได้ยากให้อย่างตรงไปตรงมาก่อนแล้วจึงดำเนินการ

คำถามที่พบบ่อย

การแก้ไขรอยแผลเป็นริมฝีปาก·ร่องริมฝีปากเหมาะกับกรณีใดบ้าง?
พิจารณาในกรณีที่รอยแผลเป็นแนวกรีดเด่นชัดหรือยังคงเป็นรอยแดง กรณีที่นูนแข็งยื่นออกมา (แผลเป็นชนิด hypertrophic) หรือดูเป็นรอยบุ๋ม กรณีที่รอยแผลเป็นทำให้แนวริมฝีปากถูกดึงรั้งหรือไม่สมมาตร กรณีที่มีรอยดำคล้ำ (pigmentation) หลงเหลืออยู่ และกรณีที่ผ่าตัดจากโรงพยาบาลอื่นมาแล้วและต้องการแก้ไขเฉพาะรอยแผลเป็น
รอยแผลเป็นจะหายไปหมดเลยไหม?
ไม่สามารถลบรอยแผลเป็นออกได้ 100% เป้าหมายคือการปรับปรุงตำแหน่ง·ทิศทาง·ความหนา·สี เพื่อทำให้ไม่สะดุดตา และด้วยการดูแลแบบบูรณาการทั้งผ่าตัดและไม่ผ่าตัด ร่วมกับการดูแลในช่วงพักฟื้น จะสามารถเพิ่มความพึงพอใจได้อย่างมาก
ปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ไหมโดยไม่ต้องผ่าตัด ใช้เพียงวิธีการไม่ผ่าตัด?
รอยแผลเป็นในระยะแรก หรือเม็ดสี·รอยแดง มักปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ด้วยเลเซอร์·การฉีดยาเข้าแผลเป็น·การติดเทปเพียงอย่างเดียว เราจะดูสภาพของรอยแผลเป็นแล้วแจ้งในการปรึกษาว่าจำเป็นต้องผ่าตัดหรือใช้วิธีการไม่ผ่าตัดก็เพียงพอ
ควรแก้ไขรอยแผลเป็นเมื่อไหร่ดี?
ช่วงเวลาที่ปลอดภัยคือหลังจากผ่านการผ่าตัดครั้งแรกไปแล้วอย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไป ซึ่งเป็นช่วงที่รอยแผลเป็นเจริญเต็มที่เพียงพอ สำหรับรอยแผลเป็นในระยะแรกที่ยังแดงและแข็ง จะดูแลด้วยวิธีการไม่ผ่าตัดก่อน พร้อมปรับช่วงเวลาให้เหมาะสม
แก้ไขรอยแผลเป็นด้วยวิธีใด?
ดำเนินการด้วยการดูแลแบบบูรณาการทั้งผ่าตัดและไม่ผ่าตัด โดยตัดเนื้อเยื่อแผลเป็นที่เด่นชัดออกแล้วจัดเรียงด้วยการเย็บแบบไมโคร (micro-suturing) ให้สอดคล้องกับเนื้อผิว·ทิศทางของแรงตึง พร้อมทั้งใช้เลเซอร์สำหรับเม็ดสี·รอยแดง และการฉีดยาเข้าแผลเป็นสำหรับรอยแผลเป็นที่แข็งควบคู่กัน